ญี่ปุ่นมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐอเมริกา 25 เท่า และมีประชากรน้อยกว่า 2.7 เท่า แต่กลับมีความหนาแน่นของร้านหนังสือสูงกว่าอเมริกาถึง 3.5 เท่า! โดยมีอัตราประชากรเฉลี่ย 7,700 คนต่อร้านหนังสือ 1 แห่ง (อเมริกา 27,350 คน ต่อ 1ร้าน)
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึง วัฒนธรรมการอ่านที่หยั่งรากลึกในสังคมญี่ปุ่น แม้ว่าอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อความหนาแน่นของร้านหนังสือ เช่น ผังเมือง ความหนาแน่นประชากร และพฤติกรรมของผู้บริโภค
และแม้จะเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้วญี่ปุ่นก็ยังคงรักษาจำนวนร้านหนังสือไว้ได้ดี
วันนี้ สำนักพิมพ์ spAcebook ชวนคุณมาศึกษาวัฒนธรรมการอ่านของญี่ปุ่นและหาวิธีนำมาปรับใช้กันครับ

A. ญี่ปุ่นกับวัฒนธรรมการอ่าน
เมื่อ 1,500 ปีที่แล้ว มีการนำอักษรจีนเข้ามาได้เริ่มต้นการปฏิวัติทางความคิด ในยุคเฮอัง (794-1185)
การอ่านยุคนั้นไม่ใช่กิจกรรมโดดเดี่ยว แต่เป็นการแสดง มีการแข่งขันเขียนและอ่านกวี
การอ่านจึงกลายเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งตั้งแต่โบราณ (การเห็นคนอื่นอ่านหนังสือคือเรื่องปกติไม่ได้พิเศษ)
เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังพันธมิตรภายใต้การนำของเจนเนรัล ดักลาส แมคอาเธอร์
เขาได้เล็งเห็นความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา โดยเชื่อว่าการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการศึกษา
ทีมงาน SCAP (Supreme Commander for the Allied Powers) พบว่าระบบการศึกษาเดิมของญี่ปุ่นเน้นการท่องจำและการปลูกฝังอุดมการณ์แบบเผด็จการ พวกเขาจึงมุ่งสร้างหลักสูตรที่ส่งเสริมการคิดเชิงอิสระ
การปฏิรูปการศึกษาปี 1947 ผ่าน Fundamental Law of Education และ School Education Law เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แม้ว่าจะเผชิญกับความต้านทานจากกลุ่มอนุรักษ์และมีการปรับเปลี่ยนนโยบายในระยะหลัง (Reverse Course) แต่รากฐานของระบบการศึกษาประชาธิปไตยก็ได้รับการวางไว้ในระบบการศึกษา
B. ญี่ปุ่นใช้วิธีไหนบ้างส่งเสริมการอ่าน
ระดับภาคการศึกษา: โครงสร้างที่สนับสนุน
ญี่ปุ่นมีวิสัยทัศน์ที่พยามให้โรงเรียนทุกแห่งต้องห้องสมุดและบรรณารักษ์ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุนการเข้าถึงหนังสือ
โครงการการอ่านตอนเช้า
เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่โรงเรียนจำนวนมากในญี่ปุ่นใช้วิธีให้นักเรียนอ่านหนังสือ 10-15 นาทีก่อนเริ่มเรียนทุกวัน
งานวิจัยของ Benesse Educational Research Institute ที่ติดตาม 42,696 นักเรียนประถมปีที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน พบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการอ่านและผลการเรียน โดยนักเรียนที่อ่านมากมีคะแนนเพิ่มขึ้น 1.9 คะแนน ขณะที่กลุ่มที่ไม่อ่านมีคะแนนลดลง 0.7 คะแนน
หมายเหตุ: การวิจัยนี้แสดงความสัมพันธ์ (correlation) ระหว่างการอ่านและผลการเรียน แต่ไม่ได้พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผล (causation) อย่างชัดเจน และอาจมีปัจจัยอื่นๆ เช่น สถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่ส่งผลด้วย
ระดับครอบครัวและสังคม :
วัฒนธรรมยืนอ่าน หรือ “ทาจิโยมิ” (立ち読み)
ชาวญี่ปุ่นยอมรับ “การยืนอ่าน” ในร้านหนังสือ พวกเขาสามารถยืนอ่านหนังสือหรือนิตยสารในร้านได้ 10-15 นาที บางครั้งถึง 30 นาทีโดยไม่มีใครทักท้วง เพื่อสนับสนุนวัฒนธรรมนี้ร้านหนังสือหลายแห่งจึงจัดวางหนังสือตัวอย่าง “มิฮน” (見本) ไว้ให้สำหรับอ่านในร้านโดยเฉพาะ ทั้งนี้พฤติกรรมยืนอ่านนี้อาจมีสาเหตุหลายประการ เช่น พื้นที่บ้านที่จำกัดเก็บหนังสือเยอะ ๆ ไม่ได้ การเดินทางระยะไกลในรถขนส่งสาธารณะที่ต้องยืนนาน ๆ หรือรวมถึงราคาหนังสือที่ค่อนข้างแพง ยืนอ่านจึงไม่ใช่เพียงแค่ “ความรักในการอ่าน” เพียงอย่างเดียว
C. ผลลัพธ์และข้อจำกัด
ญี่ปุ่นมีอัตราการรู้หนังสือสูงและมาตรฐานการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับ กว่า 65% ของคนญี่ปุ่นวัย 25-34 ปีมีการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในการทดสอบ PISA ปี 2022 ญี่ปุ่นได้คะแนนเฉลี่ย 516 ในการอ่าน, 536 ในคณิตศาสตร์, และ 547 ในวิทยาศาสตร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทุกด้าน(อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมการอ่านเพียงอย่างเดียว)
ความมั่นคงทางสังคม:
ตั้งแต่ปี 1945 ญี่ปุ่นไม่เคยมีรัฐประหารหรือความไม่สงบทางการเมืองครั้งใหญ่ เสถียรภาพทางการเมืองของญี่ปุ่นเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น : วัฒนธรรมความสามัคคีและการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง, ระบบราชการที่เข้มแข็งและต่อเนื่องด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในช่วงหลายทศวรรษทำให้ทุกคนอยู่ดีกินดีสามารถจดจ่อกับการทำงานได้แต่เหล่านี้ก็พอจะอนุมานได้ว่าระบบการศึกษาและการอ่านที่ทำให้คนมีความรู้ มีเหตุผลและวิจารณญาณอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมได้เช่นกัน
D. จากญี่ปุ่นสู่ไทยเราสามารถนำอะไรไปใช้ได้บ้าง
- การสร้างนิสัยเป็นระบบ การอ่านตอนเช้าแสดงให้เห็นถึงพลังของการสร้างนิสัยเป็นระยะยาว แม้เพียง 10-15 นาทีต่อวัน
- การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย การมีห้องสมุดในทุกโรงเรียนและการยอมรับ “การยืนอ่าน” แสดงถึงความสำคัญของการเข้าถึงหนังสือ
- การผสมผสานกับชีวิตประจำวัน การอ่านในขนส่งสาธารณะหรือระหว่างรอ แสดงให้เห็นว่าการอ่านไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมพิเศษ คนที่อ่านหนังสือในรถไฟฟ้าคือคนปกติไม่ใช่เด็กเนิร์ด
ข้อควรระวัง
แน่นอนว่าการคัดลอกนโยบายจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งอาจไม่ประสบผลสำเร็จเสมอไป เนื่องจากบริบททางวัฒนธรรมและสังคมที่แตกต่างนอกจากนี้การส่งเสริมการอ่านควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงเทคโนโลยี และความหลากหลายทางภาษา ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถนำวิธีการของญี่ปุ่นมาใช้ได้ทั้งหมด แต่หลักการสำคัญ เช่น การสร้างนิสัย การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย และการผสมผสานการอ่านเข้ากับชีวิตประจำวัน ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับการปรับใช้ในบริบทที่เหมาะสม
ในฐานะที่แอดมินเคยใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นและร่วมงานกับชาวญี่ปุ่นอยู่หลายปี ยืนยันอีกเสียงว่าคนญี่ปุ่นสร้างประเทศที่เข้มแข็งได้เพราะมีทั้งความรู้ มีวินัย แรงบันดาลใจที่ดี ซึ่งการอ่านทั้งหนังสือ How to และวรรณกรรม มังงะ คงมีส่วนบ้างไม่มากก็น้อยความสำเร็จของญี่ปุ่นเกิดจากการสะสมเป็นเวลานาน ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในข้ามคืน มีสุภาษิตญี่ปุ่นกล่าวว่า石の上にも三年 (Ishi no ue ni mo sannen) หรือ”สามปีบนก้อนหิน”มีหมายความว่า การอดทนและมุ่งมั่นจะนำไปสู่ความสำเร็จ แม้แต่การนั่งบนก้อนหินเย็นๆ หากทำต่อเนื่อง 3 ปี ก็จะทำให้หินอุ่นได้แอดมินเชื่อจากใจว่าคนไทยเก่งและมีศักยภาพ หากเราช่วยกันสนับสนุนให้สังคมไทย รักการเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งข้อมูลดี ๆ ได้ง่าย (ทั้งในแง่ความสะดวกและงบประมาณ) ประเทศของเราก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้น เริ่มไปด้วยกันครับ
